ภูมิทัศน์วัฒนธรรมหมู่บ้าน

1.ด้านประวัติศาสตร์

ช่วงที่ 1 ปรากฏพบหลักฐานการอยู่อาศัยของผู้คนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเรื่องเล่าและตำนานที่เกี่ยวข้องกับการอาศัยอยู่ของมนุษย์โบราณที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำต่างๆ ภายในเขตพื้นที่ชุมชนรวมถึงการพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินและเหล็ก กระจายตัวอยู่ทั่วไป ผนวกกับความเชื่อของชาวชุมชนปงถ้ำที่เล่าขานถึงตำนานเรื่องผีสางที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำ ทำให้ถ้ำเหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในบริบทความเชื่อเรื่องผีที่มีมาก่อนพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เนื่องจากการระบุช่วงเวลาและยุคสมัยที่ชัดเจน จำเป็นต้องอาศัยการสำรวจและการขุดค้นทางโบราณคดีโดยผู้เชี่ยวชาญต่อไป

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมหมู่บ้านปงถ้ำช่วงที่ 1

 

ช่วงที่ 2 ยุคประวัติศาสตร์ที่ปรากฏหลักฐานเก่าแก่สุดคือการพบวัดร้างกระจายตัวอยู่บริเวณต่างๆภายในชุมชนจำนวนมากถึง 4 วัดคือวัดสันกำแพง วัดบุนนาค(ผาเกิ๋น) วัดม่วงชุม และวัดร้างไม่ปรากฏชื่อโดยแต่ละวัดปรากฏหลักฐานเป็นงานพุทธศิลป์ที่สามารถเชื่อมโยงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยทั้งหมดเป็นงานพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นในยุคสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินทราย ตามแบบสกุลช่างเมืองพะเยาเป็นจำนวนมากบริเวณพื้นที่วัดร้างสันกำแพง ยังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ ซากแนวกำแพงวัด เนินอิฐที่เป็นฐานของวิหาร ขดเกศาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่บริเวณวัด รวมถึงพระพุทธรูปหินทรายแบบสกุลช่างพะเยา ทั้งที่มีสภาพดีและชำรุดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก บางองค์มีขนาดใหญ่หน้าตักราว 15 –21 นิ้วและได้รับการซ่อมแซมและทาสีทองทับไว้ บางส่วนได้มีการขนไปเก็บรักษาไว้ที่วัดปงถ้ำ ปัจจุบันบริเวณวัดร้างแห่งนี้ได้ปรับปรุงให้เป็นสำนักสงฆ์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของชุมชนปงถ้ำซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ของชุมชนและอำเภอวังเหนือกับเมืองพะเยาที่มีอาณาเขตติดต่อกันและเป็นเส้นทางการเดินทางและการค้าโบราณ การที่พบวัดร้างตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนจำนวนมากถึง 4 วัด สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่มาก่อน หรือการตั้งถิ่นฐานในช่วงเวลาที่ต่างกันในอดีต นอกจากนี้ ยังมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุตามไร่นา หรือสวนของชาวบ้านปงถ้ำที่เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถบ่งบอกยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ได้อย่างดีคือ เครื่องเคลือบโบราณของจีนที่ระบุอายุสมัยได้ถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิง หรือราวต้นพุทธศตวรรษ 24 เป็นจำนวนมาก การค้นพบดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชุมชนปงถ้ำเป็นเส้นทางการค้าโบราณ มาจนกระทั่งยุคสมัยที่พัฒนาเส้นทางรถยนต์ได้ตัดผ่านพื้นที่ต่างๆบริเวณนี้ เส้นทางเดินทางดังกล่าวจึงลดบทบาทลงและเหลือเพียงคำบอกเล่า

มิทัศน์วัฒนธรรมหมู่บ้านปงถ้ำช่วงที่ 2

ช่วงที่ 3 เป็นช่วงเวลาที่สามารถอ้างอิงด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือการจดบันทึกและหลักฐานจากงานพุทธศิลป์ที่พบภายในวัดปงถ้ำ ผนวกกับคำบอกเล่าของผู้คนในชุมชนที่เล่าขานสืบต่อกันมาถึงบรรพบุรุษที่มีการอพยพโยกย้ายจากที่ต่างๆเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ชุมชนปงถ้ำในปัจจุบัน จากการสำรวจโบราณวัตถุของวัดปงถ้ำพบว่า มีพระพุทธรูปไม้จำนวนสี่องค์ที่มีจารึกการสร้างที่ระบุรายละเอียดของวันเดือนปีและผู้สร้างองค์พระพุทธรูปดังกล่าวอย่างชัดเจน คือราว ปี พ.ศ. 2345 – 2350 ซึ่งขัดแย้งกับเอกสารที่หนังสือประวัติวัดที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้  ดังนั้นช่วงเวลาในยุคสมัยดังกล่าวจึงจำเป็นต้องชำระตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จารึกดังกล่าว สามารถชี้ให้เห็นถึงการก่อตั้งชุมชนในยุคหลังที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากว่า 200 ปี

2. ด้านภูมิศาสตร์ชุมชน

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนปงถ้ำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนปงถ้ำในปัจจุบันนั้นถูกจัดสรรโดยบรรพบุรุษชาวปงถ้ำในช่วงยุคที่ 3 โดยการให้ความสำคัญกับวัดปงถ้ำให้เป็นพื้นที่สำคัญสูงสุดในชุมชนโดยจัดให้อยู่บนเนินบริเวณที่เรียกว่า หัวบ้านคือทางทิศเหนือของชุมชน โดยอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในอดีตจะตั้งบ้านเรือนในตำแหน่งกลางบ้านและหางบ้านคือทิศใต้ของวัดลงมา ในส่วนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในมิติความเชื่อเรื่องผี ปรากฏหอเสื้อบ้าน อันหมายถึงผีผู้ปกป้องคุ้มครองชุมชนคือตำแหน่งต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดมีชื่อของผีผู้ปกป้องคุ้มครองชุมชนปงถ้ำนี้ว่าเจ้าพ่อขะโจ๋มหัวคำ นอกจากนี้มีดอยหนอกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบนดอยหนอกนั้นมีรอยปาต๊ะ หรือรอยพระพุทธบาทประทับไว้บนพื้นหินบนสันดอยหนอก ในอดีตมีการสร้างซุ้มโขงมณฑปครอบไว้โดยครูบาอินต๊ะ ภายหลังในยุคที่ครูบาศรีวิชัยได้เดินทางจะไปสร้างวิหารวัดศรีโคมคำ ระหว่างทางท่านขึ้นไปบูรณะมณฑปนี้จนแข็งแรง การที่มีรอยพระพุทธบาทตั้งอยู่บนดอยหนอกนั้นถือว่าเป็นการย้ำถึงความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่า เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับรอยพระบาท และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีการปรับปรุงพัฒนาในปัจจุบัน เช่น การสร้างพระบรมธาตุเจดีย์สัมพุทธชยันตีศรีวังทอง ขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสาริกธาตุที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงัฆราชสกลมหาสังฆปรินายก อีกทั้งยังถือเป็นวาระสมัยมงคลพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหินบนหน้าผา และพระพุทธรูปปูนปั้นอีกเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆของชุมชน

ภูมิทัศน์ชุมชน

พื้นที่พำนักอาศัย การตั้งพื้นที่พำนักอาศัยของชุมชนปงถ้ำ โดยลักษณะภูมิศาสตร์ของชุมชนตั้งอยู่บนแอ่งหุบเขาเป็นร่องแนวยาวตามทิศเหนือและใต้ ซึ่งมีพื้นที่ราบไม่มากนัก โดยมีศูนย์กลางของชุมชนที่จัดสรรให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ คือวัด และหอผี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ หัวบ้าน หรือตำแหน่งทิศเหนือซึ่งเป็นเนินสูงของหมู่บ้าน ในอดีตชุมชนหรือตัวหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ลงมาทางทิศใต้และทางทิศตะวันออกจากตำแหน่งของวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดเอียงตามเนินเขา ชุมชนตั้งตามแนวยาวลงไปทางทิศใต้ราว 2 กิโลเมตรมากกว่าทางทิศตะวันออกซึ่งมีพื้นที่ลาดเอียงลงสู่ลำห้วยแม่แสดและมีภูเขาสูงเป็นแนวกำแพงขนาดใหญ่ที่วางตัวตามแนวยาวเหนือใต้บริเวณด้านทิศตะวันออก ทิศใต้สุดบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของป่าช้าของชุมชน ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นป่าท้ายหมู่บ้าน ต่อมาทางหลวงแผ่นดินเส้น 120 ได้ตัดผ่านจากอำเภอเวียงป่าเป้า เชื่อมวังเหนือและพะเยาเกิดขึ้น จึงได้มีการตัดถนนเพื่อเข้าหมู่บ้าน จึงทำให้ป่าช้าอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านไปโดยปริยาย

พื้นที่เกษตรกรรม ท้องนา คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักคือการทำนาตามฤดูกาล พื้นที่นาของชุมชนบ้านปงถ้ำส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่นาขั้นบันใด และนาพื้นที่ราบตามร่องเขาซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก การจัดสรรพื้นที่นาตามภูมิศาสตร์ของชุมชนปงถ้ำนั้นอาศัยการจัดการน้ำเป็นระบบเหมืองฝายโบราณ คือการตอกหลักไม้ทำฝายเพื่อหนุนให้น้ำขึ้นระดับสูงให้ไหลเข้าสู่ลำเหมืองเพื่อชักน้ำเข้าสู่ท้องนา จากลำห้วยสำคัญที่ไหลผ่านพื้นที่ชุมชนปงถ้ำจำนวน 4 สายคือ ลำห้วยแม่ส้านซึ่งไหลไปรวมกับลำห้วยแม่น้อย ลำห้วยแม่กลาง และลำห้วยแม่หลวงซึ่งรวมตัวกันเป็นลำน้ำแม่แสด  โดยไหลมาจากป่าต้นน้ำภายในเขตพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัยชุมชนทางตอนเหนือ มีการกั้นฝายเพื่อผันน้ำเข้าสู่ท้องนาลัดเลาะลำเหมืองน้อยใหญ่ลงสู่ทางทิศใต้ของชุมชนเป็นระยะ

พืชหลักที่ปลูกตามฤดูกาลคือข้าวเหนียว ซึ่งในอดีตเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง มีทั้งข้าวนา ซึ่งท้องนาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต่างระดับ เรียกว่านาขั้นบันได และข้าวไร่ปลูกตามเชิงเขาหรือไหล่เขา พันธุ์ข้าวที่ใช้ในการปลูกมีอยู่คือ ข้าวซิม ข้าวม้าว ข้าวกาบซาง ในปัจจุบันไม่นิยมปลูกกันอีกแล้วทำให้พันธุ์ข้าวดังกล่าวใกล้จะสูญพันธุ์ไป เมื่อหมดฤดูกาลทำนาแล้วก็จะเป็นการเพาะปลูกพืชอื่นๆ เพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือน มักจะปลูกได้หลังช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวเท่านั้น เนื่องจาก ยังพอมีน้ำสมบูรณ์และอากาศเย็นเหมาะแก่การปลูกพืชระยะสั้นเช่นถั่ว มัน งาดำผักต่างๆ รวมถึงการปลูกเมี่ยงเพื่อขายในชุมชนและส่งออกในพื้นที่ของอำเภอวังเหนือและบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย จุดเริ่มต้นของการทำสวนเมี่ยงในชุมชนปงถ้ำเกิดจากการนำเมล็ดพันธ์เมี่ยงจากป่าเมี่ยงอำเภอดอยสะเก็ดเข้ามาปลูกในพื้นที่ทางตอนเหนือของชุมชนโดยพ่อทอง  วางหลัก และครอบครัว จนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปถึงเมี่ยงปงถ้ำในอดีต ว่ามีรสชาติไม่แพ้กับเมี่ยงจากแหล่งอื่น  พื้นที่ในการปลูกเมี่ยงกระจายอยู่ตามไหล่เขาราว 30 ไร่ สามารถผลิตเมี่ยงส่งขายได้ตลอดปี การที่พื้นที่ชุมชนปงถ้ำสามารถปลูกเมี่ยงได้ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ของชุมชนปงถ้ำมีอากาศและดินที่ดี เพราะต้นเมี่ยงส่วนใหญ่จะนิยมปลูกกันในพื้นที่ดอยสูงอากาศเย็นตลอดปี

อาชีพทั่วไป สำรองของตนเองไว้เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจและปากท้องของครอบครัวโดยแบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่างชายกับหญิงกล่าวคือ  เมื่อหมดฤดูกาลทำการเกษตรแล้ว ฝ่ายชาย มักจะเข้าป่าล่าสัตว์ หาของป่าออกจำหน่าย หรือออกไปเป็นลูกจ้างภายนอกชุมชน ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ชายหนุ่มบ้านปงถ้ำส่วนใหญ่มักจะออกเดินทางไปค้าขายเป็นกองคาราวานวัวต่าง เดินทางซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันเป็นแรมเดือน  ส่วนผู้ที่ในชุมชนส่วนหนึ่งก็มีรายได้จากการผลิตดินประสิว หรือดินไฟ ที่ได้จากการนำเอามูลค้างคาวมีผ่านกรรมวิธีเคี่ยวกรองจนเป็นแหล่งผลิตดินประสิวที่สำคัญ จนลำธารที่ใช้น้ำในการผสมเคียวดินประสิวนั้นชื่อว่า “ห้วยดินไฟ” ส่วนฝ่ายหญิงก็มักจะอยู่บ้านทอผ้า เน้นภาระการดูแลครอบครัว หรือหาเก็บพืชผักบริเวณชายป่า โดยรายได้ที่สำคัญของฝ่ายหญิงที่สำคัญได้แก่การ “ตาวคำ” หรือการร่อนทอง ตามลำห้วยในเขตพื้นที่ชุมชน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมีพ่อค้าและช่างทองเข้ามาตั้งรกรากบ้านเรือนอยู่ที่นี่เพื่อรับซื้อทองคำที่ชาวไปร่อนมาได้เพื่อมาจำหน่าย หรือรับผลิตเป็นรูปพรรณต่างๆตามแต่จะสั่งทำ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมเอามาขายมากกว่าเนื่องจากบางปีพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ผลผลิตก็จะนำรายได้จากการตาวคำนี้ไปซื้อหารอาหารและของใช้อุปโภคบริโภค

 

พื้นที่สาธารณะประโยชน์ ภาษาท้องถิ่นจะเรียกว่าเป็นพื้นที่หน้าหมู่ เช่น ป่าชุมชน ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ป่าช้า เป็นต้น ในพื้นที่ชุมชนปงถ้ำปรากฏพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์จำนวนมากโดยให้ความสำคัญกับป่าชุมชน ซึ่งชุมชนบ้านปงถ้ำเป็นผู้บริหารจัดการโดยอยู่ภายใต้กรอบระเบียบของกรมป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าชุมชนบ้านปงถ้ำเป็นเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าชุมชนได้โดยไม่ล้ำกรอบหรือขอบเขตที่อุทยานกำหนด เช่นการหาของป่า ยาสมุนไพร หาเห็ด หาพืชผักต่างๆยกเว้นการล่าสัตว์และตัดไม้ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ในปัจจุบันปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าลดลงไปเป็นอย่างมาก ทำให้สภาพป่าพื้นตัวดีขึ้นแต่ทว่ายังคงมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเขตพื้นที่ป่ากับพื้นที่ครอบครองทำมาหากินของชาวบ้านที่ไม่สามารถออกเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการน้ำที่ไหลผ่านลำห้วยสายต่างๆเพื่อพื้นที่ทางการเกษตร แต่เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนไม่มาก การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นระบบการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน โดยการจัดการเหมืองฝายแบบง่ายๆ แต่ละฝายจะผันน้ำเข้านาตนเองจำนวนไม่มากน้ำที่ไหลผ่านลำห้วยต่างๆจึงเพียงพอสำหรับการทำนาได้ตลอดฤดูกาล ภายหลังระบบการทำฝายแบบโบราณได้หายเนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของฝายปูนซีเมนต์แทน ทำให้ระบบวิธีการสร้างฝายและประเพณีความเชื่อในอดีตสูญหายไป

3. ด้านชาติพันธ์

ล้านนาหรือเขตพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือของประเทศถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยผู้คนพื้นเมืองส่วนใหญ่จะเรียกตนเองว่า คนเมือง เมื่อเกิดการสนทนาระหว่างคนเมืองเหมือนกันจะพูดภาษาคำเมืองเหมือนกันแต่จะแตกต่างกันที่สำเนียงของแต่ละท้องถิ่นซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็นคนจากเมืองไหน เช่นคนเชียงใหม่ คนลำปาง คนน่าน แพร่ เป็นต้น แท้ที่จริงแล้วในความเป็นคนเมืองส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการผสมผสานระหว่างเชื้อชาติกันมาแต่โบราณโดยเฉพาะชาวลัวะ และชาวไทลื้อที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับการอยู่ร่วมพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมเดียวกัน ส่วนคนเมืองที่เป็นประชากรส่วนใหญ่นั้นจะเรียกอีกอย่างว่าคนยวน หรือไทยวน  ส่วนชาติพันธุ์อื่นๆเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในภายหลังทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยและมิติทางประวัติศาสตร์หลายประการ

ประชากรในชุมชนปงถ้ำก็เช่นกัน จากที่กล่าวในเบื้องต้นถึงที่มาของการก่อตั้งชุมชนปงถ้ำโดยการรวมตัวของผู้คนจากหลายถิ่นฐานชุมชนมารวมตัวกันอยู่ในชุมชนเดียวกันได้ก็เนื่องจากการที่ที่มีวิถีความเชื่อและรากฐานฐานทางวัฒนธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้อย่างสงบสุข ประชากรจากแต่ละแห่งเป็นต้นว่า พะเยา แจ้ห่ม หรือในวังเหนือเอง ทั้งหมดนี้ต่างก็ถือว่าเป็นคนเมืองเช่นเดียวกัน ถึงแม้รากลึกของแต่ละชุมชนที่กล่าวมาอาจจะมีที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆก็ตาม เมื่อการก่อตั้งชุมชนกลุ่มใหญ่เป็นคนเมือง ระบบแนวคิดรูปแบบวัฒนธรรมจึงเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ถึงแม้ว่าในภายหลังจะมีกลุ่มชาติอื่นๆเช่นขมุ หรือชาวไทใหญ่เข้ามาอาศัยอยู่ก็ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยที่ต้องยอมรับมติสังคมหมู่มาก พอเวลานานเข้าความเป็นชาติพันธ์กลุ่มอื่นๆก็มักจะถูกกลืนไปในที่สุด

 

โครงการวิจัยการจัดการท่องเที่ยวฐานธรรม หมู่บ้านปงถ้ำ ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง